Table of Contents
- 1. เลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดี
- 2. แช่เท้าเพื่อช่วยผ่อนคลาย
- 3. บำรุงผิวเท้าให้ชุ่มชื้น
- 4. สังเกตความผิดปกติของเท้าทุกวัน
- 5. ตัดและดูแลเล็บเท้าอย่างเหมาะสม
- 6. ดูแลผิวหยาบกร้านและหนังด้าน
- 7. หลีกเลี่ยงรองเท้าที่คับหรือชำรุด
- 8. เลือกรองเท้าให้เหมาะกับกิจกรรมและรูปเท้า
- 9. ไม่ควรนั่งอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป
- 10. อย่าละเลยอาการบวมและปวดเท้า
- ดูแลสุขภาพเท้าให้เหมาะสมในทุกวัน
เท้าเป็นอวัยวะที่ต้องใช้งานอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน ทั้งการยืน เดิน และรองรับน้ำหนักของร่างกาย จึงอาจเกิดอาการปวดเท้าหรือรู้สึกไม่สบายเท้าได้ หากใช้งานหนักหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
แม้เท้าจะเป็นส่วนสำคัญต่อการเคลื่อนไหว แต่หลายคนกลับมองข้ามการดูแลสุขภาพเท้า ลองมาดูวิธีง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน
1. เลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดี
การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมช่วยลดแรงกดและการเสียดสีที่เกิดขึ้นกับเท้าได้
ควรสังเกตว่า
- ไม่ควรซื้อรองเท้าที่คับเพราะคิดว่าเมื่อใส่ไปนาน ๆ แล้วรองเท้าจะยืด
- เนินปลายเท้าควรอยู่ตรงกับบริเวณที่กว้างที่สุดของรองเท้า
- เมื่อยืน ควรมีพื้นที่บริเวณปลายรองเท้าให้นิ้วเท้าขยับได้
- รองเท้าต้องไม่คับหรือหลวมจนเกินไป
- ควรทดลองยืนและเดินก่อนเลือกซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าสวมใส่ได้สบาย
2. แช่เท้าเพื่อช่วยผ่อนคลาย
หลังจากเดินหรือยืนมาตลอดทั้งวัน การแช่เท้าในน้ำอุ่นสามารถช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความตึงบริเวณเท้าได้
ควรใช้น้ำที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อนจนเกินไป และเช็ดเท้าให้แห้งหลังแช่ โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า
3. บำรุงผิวเท้าให้ชุ่มชื้น
หลังอาบน้ำสามารถทาโลชั่นหรือครีมบริเวณผิวเท้า เพื่อช่วยลดปัญหาผิวแห้งและแตก
บริเวณซอกนิ้วเท้าควรรักษาให้แห้งอยู่เสมอ เพื่อลดความอับชื้นที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาผิวหนังหรือการติดเชื้อ
4. สังเกตความผิดปกติของเท้าทุกวัน
ควรสังเกตเท้าเป็นประจำ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น
- มีแผล
- รอยแดง
- บวม
- ผิวหนังแตก
- นิ้วเท้าผิดรูป
- มีอาการปวดเท้า
- มีอาการชาหรือรู้สึกผิดปกติบริเวณฝ่าเท้า
หากพบความผิดปกติที่ไม่ดีขึ้นควรเข้ารับการประเมินเพิ่มเติม
5. ตัดและดูแลเล็บเท้าอย่างเหมาะสม
หลังจากตัดเล็บเท้าด้วยกรรไกรตัดเล็บ สามารถใช้ตะไบเก็บบริเวณขอบเล็บที่คมได้
ควรหลีกเลี่ยงการตัดมุมเล็บลึกจนเกินไป เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเล็บขบ
6. ดูแลผิวหยาบกร้านและหนังด้าน
หนังด้านบริเวณฝ่าเท้ามักเกิดจากแรงกดหรือการเสียดสีซ้ำ ๆ ในตำแหน่งเดิม
หากผิวเท้าหยาบกร้าน สามารถดูแลได้ด้วย
- การทาครีมหรือโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้น
- ใช้หินภูเขาไฟถูอย่างเบามือหลังผิวอ่อนตัว
- หลีกเลี่ยงการขูดหรือตัดหนังเท้าด้วยอุปกรณ์ที่อาจทำให้เกิดแผล
โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ควรระมัดระวังการเกิดบาดแผลบริเวณเท้าเป็นพิเศษ
7. หลีกเลี่ยงรองเท้าที่คับหรือชำรุด
รองเท้าที่คับอาจทำให้เกิดแรงกด การเสียดสี และอาการเจ็บบริเวณเท้า
ส่วนรองเท้าที่ใช้งานมานานจนพื้นหรือโครงสร้างเสื่อม อาจรองรับฝ่าเท้าและส้นเท้าได้ไม่ดีเหมือนเดิม
จึงควรตรวจดูรองเท้าที่ใช้งานเป็นประจำว่ามี
- พื้นรองเท้าสึกหรือไม่
- โครงสร้างรองเท้าเสียรูปหรือไม่
- รองรับส้นเท้าได้เหมาะสมหรือไม่
- ใส่แล้วมีอาการเจ็บหรือกดบริเวณใดเป็นพิเศษหรือไม่
8. เลือกรองเท้าให้เหมาะกับกิจกรรมและรูปเท้า
รองเท้าแตะหรือรองเท้าพื้นแบนบางประเภทอาจรองรับอุ้งเท้าได้ไม่เพียงพอสำหรับบางคน โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน
ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะกับกิจกรรม รูปเท้า และมีโครงสร้างรองรับฝ่าเท้าอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยลดแรงกดบริเวณเท้า ข้อเท้า และขาส่วนล่าง
9. ไม่ควรนั่งอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป
การนั่งเป็นเวลานานและเคลื่อนไหวร่างกายน้อยอาจทำให้กล้ามเนื้อ น่อง เอ็นร้อยหวาย และพังผืดบริเวณฝ่าเท้ารู้สึกตึงได้
เพื่อดูแลสุขภาพเท้า ควร
- ลุกขึ้นเดินหรือเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ
- ขยับข้อเท้าและนิ้วเท้า
- ยืดกล้ามเนื้อน่องและฝ่าเท้าเบา ๆ
- หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่ในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
10. อย่าละเลยอาการบวมและปวดเท้า
หากสังเกตว่าข้อเท้าหรือเท้ามีอาการบวมร่วมกับปวดเท้า โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่อง รุนแรงขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรเข้ารับการประเมินจากหมอรักษาเท้าหรือผู้เชี่ยวชาญ
เพราะอาการบวมและปวดเท้าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงควรหาสาเหตุให้ชัดเจนก่อนเลือกแนวทางดูแล
ดูแลสุขภาพเท้าให้เหมาะสมในทุกวัน
การดูแลเท้าไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการปวดก่อน สามารถเริ่มต้นได้จากการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม สังเกตความผิดปกติของเท้า และปรับพฤติกรรมการยืน เดิน หรือนั่งให้สมดุลมากขึ้น
หากมีอาการปวดเท้าเรื้อรัง เท้าผิดรูป หรือรู้สึกว่าการลงน้ำหนักของเท้าผิดปกติ สามารถเข้ารับการประเมินกับผู้เชี่ยวชาญของ PBS เพื่อหาแนวทางดูแลให้เหมาะกับสรีระของแต่ละบุคคลได้


