Table of Contents
สำหรับนักเรียนหลายคน การได้ก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหาร ถือเป็นความฝันที่ต้องใช้ทั้งความมุ่งมั่นและการเตรียมตัวอย่างจริงจัง ผู้สมัครจำนวนมากจึงทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสือ ฝึกทำข้อสอบ แต่มีอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่บางคนอาจไม่ทันคาดคิด นั่นคือ การตรวจสุขภาพ เพราะแม้ว่าจะสอบข้อเขียนผ่านหรือมีสมรรถภาพทางกายที่ดี หากตรวจพบความผิดปกติของร่างกายบางอย่าง ก็อาจทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ได้
การตรวจสุขภาพไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อ “คัดคนออก” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประเมินว่าร่างกายของผู้สมัคร สามารถรองรับการฝึกทางทหารที่หนักและต่อเนื่องได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ เนื่องจากการฝึกในโรงเรียนเตรียมทหารต้องใช้ทั้งความแข็งแรง ความอดทน และความพร้อมของระบบร่างกายหลายส่วน
ดังนั้น การเข้าใจว่าร่างกายแบบใดจึงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้นักเรียนสามารถเตรียมตัวได้ถูกทางตั้งแต่ก่อนวันสอบจริง
โครงสร้างร่างกายที่ครบถ้วนสมบูรณ์
หนึ่งในสิ่งแรกที่แพทย์มักประเมินคือ โครงสร้างของกระดูกและข้อต่อ เพราะโครงสร้างเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด หรือการฝึกภาคสนาม ร่างกายที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ ไม่มีความผิดปกติผิดรูปที่ชัดเจนจะช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บเมื่อทำกิจกรรมหนักเป็นเวลานาน
แพทย์มักตรวจดูรายละเอียดหลายอย่าง เช่น
แนวกระดูกสันหลัง
ระดับของสะโพก
แนวของเข่าและข้อเท้า
ความยาวของแขนและขา
ตัวอย่างความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการผ่านเกณฑ์ ได้แก่
ความยาวขาไม่เท่ากันมากเกินไป
ความผิดปกติเหล่านี้อาจทำให้การเดินหรือวิ่งเป็นเวลานานเกิดอาการปวดหรือบาดเจ็บได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการฝึกทางทหารในระยะยาว
โครงสร้างเท้าแข็งแรงและรองรับน้ำหนักได้ดี
เท้าเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักตลอดเวลา เพราะต้องรองรับน้ำหนักของร่างกายทุกครั้งที่ยืน เดิน หรือวิ่ง โดยเฉพาะการทำกิจกรรมทางทหาร เช่น การวิ่งระยะไกล การเดินพร้อมสัมภาระ หรือการฝึกภาคสนาม เท้าจะต้องรับแรงกระแทกและแรงกดจำนวนมาก หากโครงสร้างเท้ามีความผิดปกติ อาจทำให้เกิดอาการปวดหรือบาดเจ็บได้ง่าย
หนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยคือ “เท้าแบน” ซึ่งหมายถึงการที่อุ้งเท้าด้านในยุบตัวลง ทำให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นมากกว่าปกติ ซึ่งนอกเหนือจากการกระจายน้ำหนักที่ฝ่าเท้าที่ผิดปกติไป ยังส่งผลต่อโครงสร้างเท้า ข้อเท้า และขาได้อีกด้วย
ผู้ที่มีเท้าแบนบางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่ในบางกรณีอาจเกิดปัญหา เช่น
เมื่อยล้าของขาเมื่อเดินหรือวิ่งนานๆ
นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจดูภาวะอื่น ๆ เช่น
เท้าผิดรูป
นิ้วเท้าบิดผิดแนว
เอ็นร้อยหวายตึง
ภาวะเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเดิน วิ่ง และการทรงตัว ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการฝึกทางทหาร
การมองเห็นและการได้ยินที่ดี
การฝึกและการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารต้องอาศัยการรับรู้ที่แม่นยำ ทั้งการมองเห็นและการได้ยิน การตรวจสายตาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพ โดยแพทย์จะประเมิน
ระดับสายตาสั้นหรือยาว
ความสามารถในการมองเห็นระยะไกล
ภาวะตาบอดสี
ภาวะตาบอดสีบางชนิดอาจทำให้แยกแยะสีบางสีได้ยาก แม้ว่าจะไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก แต่ในสถานการณ์ที่ต้องแยกสัญญาณสี อาจทำให้เกิดความสับสนได้ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจการได้ยิน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้สมัครสามารถรับฟังคำสั่งหรือสัญญาณต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
สุขภาพโดยรวมต้องแข็งแรง
แพทย์จะซักประวัติสุขภาพและตรวจร่างกายเพื่อค้นหาโรคประจำตัวที่อาจส่งผลต่อการฝึกหนัก
ตัวอย่างโรคที่อาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ได้แก่
โรคหอบหืด
โรคลมชัก
โรคหัวใจบางชนิด
โรคเบาหวาน
โรคเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเมื่อร่างกายต้องใช้พลังงานสูงหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เช่น อากาศร้อนหรือการออกกำลังกายหนักเป็นเวลานาน
เช็คร่างกายแล้ว อย่าลืมเช็คสมรรถภาพ
แม้โครงสร้างร่างกายจะปกติ แต่หากสมรรถภาพร่างกายไม่พร้อม ก็อาจทำให้การฝึกเป็นเรื่องยากได้
สมรรถภาพร่างกายที่สำคัญ ได้แก่
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
ความทนทานของหัวใจและปอด
ความยืดหยุ่นของข้อต่อ
การทรงตัวของร่างกาย
กิจกรรมพื้นฐานอย่าง
การวิ่ง
การวิดพื้น
การลุกนั่ง
การนั่งยอง (deep squat)
สามารถใช้ประเมินเบื้องต้นได้ว่าร่างกายมีความพร้อมเพียงใด
เตรียมตัวล่วงหน้า ช่วยเพิ่มโอกาสผ่านเกณฑ์
การเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารไม่ได้หมายถึงเพียงการอ่านหนังสือหรือการฝึกวิ่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การดูแลสุขภาพและการตรวจร่างกายล่วงหน้า การตรวจสุขภาพก่อนวันสมัครจริงช่วยให้ผู้สมัครทราบถึงสภาพร่างกายของตนเอง หากพบปัญหา เช่น ความผิดปกติของเท้า อาการปวดข้อ หรือความยืดหยุ่นของร่างกายที่จำกัด ก็สามารถเริ่มดูแลหรือปรับปรุงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
การเตรียมตัวอย่างรอบด้าน ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่านการคัดเลือก แต่ยังช่วยให้ผู้สมัครสามารถก้าวเข้าสู่การฝึกในโรงเรียนเตรียมทหารได้อย่างมั่นใจ และพร้อมรับความท้าทายของการเป็นนักเรียนนายทหารในอนาคตอย่างเต็มที่ ที่ PBS เรามีทีมนักกายอุปกรณ์พร้อมให้คำแนะนำและให้บริการกายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติที่เท้า และอุปกรณ์ประคองเท้าและข้อเท้า (Ankle Foot Orthosis) เพื่อช่วยในการเดินเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเท้าตก ท่านที่สนใจเลือกใช้แผ่นรองเท้าสำหรับโรครองช้ำ เท้าแบน เท้าผิดรูป หรืออุปกรณ์ประคองเท้าและข้อเท้าสำหรับช่วยในการเดิน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาการเลือกใช้แผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล PBS และอุปกรณ์ประคองเท้าและข้อเท้าได้ที่สาขาใกล้บ้านท่าน
Facebook: PBSofficial.TH
Line official: @pbs.official
FAQ ลักษณะ/อาการความผิดปกติที่พบได้บ่อย
กระดูกสันหลังคด (Scoliosis) คืออะไร?
โรคกระดูกสันหลังคดเป็นความผิดปกติของกระดูกสันหลังที่ทำให้กระดูกสันหลังมีการบิดตัวโค้งผิดปกติ โดยผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดมักสามารถพบว่าเป็นเท้าแบนร่วมด้วย
กระดูกสันหลังคด (Scoliosis) ผลเสียที่ตามมาหากละเลย
หากละเลยไม่ติดจามอาการหรือรักษาโรคกระดูกสันหลังคดสามารถแย่ลงได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน ส่งผลต่อการทรงตัวและการเดิน นอกจากนี้ในกรณีที่เป็นหนักสามารถส่งผลต่อช่องทรวงอกได้
กระดูกสันหลังคด (Scoliosis) จำเป็นต้องรักษาไหม?
ควรเข้ารับการติดตามอาการและรับการรักษา โดยการรักษามีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผิดรูปที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการรักษาด้วยการใช้แผ่นรองเท้ามีจุดประสงค์เพื่อลดความยาวขาที่สั้นยาวไม่เท่ากันจากเท้าที่ผิดรูป ทำให้ระดับสะโพกเท่ากัน
กระดูกสันหลังคด (Scoliosis) ใส่แผ่นรองเท้านานขนาดไหนถึงเริ่มเห็นผล?
ทางท่าการยืนเดิน มักจะดีขึ้นประมาณ 3-6 เดือน หลังใช้แผ่นรองเท้าเป็นประจำร่วมด้วยกับการรักษาอื่นๆ เช่นการทำกายภาพ การใส่เสื้อเกราะสำหรับกระดูกสันหลังคด (Scoliosis Brace)
สนใจสินค้า แผ่นรองเท้า เท้าแบน หรือต้องการปรึกษาปัญหา เท้าผิดรูป ปรับรูปเท้า ออฟฟิศซินโดรม กับหมอรักษาเท้ามืออาชีพ ติดต่อได้ที่ :




