Table of Contents
สำหรับน้องๆ หลายคน การสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ เส้นทางการเรียนและอาชีพในอนาคต ทำให้น้องๆ หลายคนมุ่งเน้นการเตรียมตัวทางวิชาการเพื่อใช้ในการสอบเข้าคัดเลือก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้ความสามารถเชิงวิชาการ และมักถูกมองข้าม นั่นคือ ความพร้อมทางด้านร่างกาย เพราะแม้ว่าผู้สมัครจะมีผลการสอบเชิงวิชาการที่ดี แต่หากพบความผิดปกติของร่างกายหรือสมรรถภาพทางร่างกายไม่ถึงเกณฑ์ ก็สามารถทำให้ไม่ผ่านการคัดเลือกได้ การตรวจสุขภาพและทดสอบสมรรถภาพก่อนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารไม่ได้มีขึ้นเพียงเพื่อจัดลำดับคัดกรองผู้สมัคร แต่เป็นการประเมินให้มั่นใจว่าผู้สมัครสามารถเข้ารับการฝึกและทำกิจกรรมทางทหารได้อย่างปลอดภัย
ดังนั้นการตรวจประเมินร่างกายและทดสอบสมรรถภาพเบื้องต้นล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้น้องๆ ผู้สมัครและผู้ปกครอง เข้าใจถึงความพร้อมของร่างกาย และสามารถวางแผนเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการสอบคัดเลือกจริง
การตรวจโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อและข้อ
โครงสร้างของกระดูก กล้ามเนื้อและข้อเป็นโครงสร้างที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งการเคลื่อนไหว การทรงตัว โดยเฉพาะในระหว่างการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนักและต่อเนื่อง
ดังนั้นแพทย์มักตรวจประเมินโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อและข้อ เช่น แนวกระดูก ความยืดหยุ่นของเอ็นและข้อต่อ กำลังของกล้ามเนื้อ ซึ่งความผิดปกติที่มักพบได้บ่อย เช่น
- กระดูกสันหลังคด
- ข้อเข่าแอ่นหรือผิดรูป
- ความยาวแขนขาไม่เท่ากัน
- ข้อต่อและเอ็นยืดหลวม
การตรวจโครงสร้างเท้าและข้อเท้า
นอกเหนือจากโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อและข้อที่เป็นแกนกลางหลักของร่างกาย โครงสร้างเท้าและข้อเท้าก็มีความสำคัญในไม่แพ้กันในการทำกิจกรรมการฝึกทางทหาร เนื่องจากโครงสร้างเหล่านี้ต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกตลอดเวลา รวมถึงมีบทบาทในการเดิน ยืน วิ่ง และการทรงตัว ดังนั้นหากโครงสร้างเท้าและข้อเท้ามีความผิดปกติ ก็สามารถส่งผลต่อการกระจายน้ำหนักที่ฝ่าเท้า การกดทับของปุ่มกระดูกและรูปแบบการเดินที่ผิดปกติได้ ซึ่งความผิดปกติที่พบได้บ่อย เช่น
- เท้าแบน
- นิ้วโป้ง นิ้วก้อยบิดผิดรูป
- เอ็นร้อยหวายตึง
การตรวจการมองเห็นและการได้ยิน
ความสามารถในการมองเห็นและได้ยินมีความสำคัญต่อการเข้ารับการฝึกและเข้ารับราชการทหาร ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับการมองเห็นและการได้ยินอาจส่งผลต่อความแม่นยำและความปลอดภัยในการระหว่างการฝึกและการปฏิบัติหน้าที่ โดยการตรวจที่ควรเข้ารับ ได้แก่
- การวัดค่าสายตา
- การประเมินภาวะตาบอดสี
- การทำงานของหูและการได้ยิน
ความผิดปกติของการมองเห็นและการได้ยินบางประเภท เช่น ภาวะตาบอดสี ผู้ที่มีความผิดปกติอาจสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ แต่เมื่อต้องแยกแยะความแตกต่างของสีบางเฉด อาจทำให้เกิดความสับสน และสามารถส่งผลต่อความปลอดภัยในการฝึกและปฏิบัติงานได้
การตรวจโรคประจำตัว
โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะซักประวัติประกอบกับการตรวจร่างกายเบื้องต้น เมื่อพบสัญญาณหรืออาการที่อาจเกี่ยวข้องกับบางโรค แพทย์อาจส่งตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันอาการและวินิจฉัยในการค้นหาโรคประจำตัว ซึ่งโรคประจำตัวบางประเภทสามารถส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการเข้ารับการฝึก และความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้สมัคร เช่น
- โรคหอบหืด
- โรคลมชัก
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจ
โรคประจำตัวเหล่านี้มักแสดงอาการรุนแรง เมื่อมีการใช้ร่างกายอย่างหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ผู้ที่มีโรคปที่จะได้รับอันตรายจากการฝึก
การประเมินสมรรถภาพร่างกายเบื้องต้น
นอกเหนือจากการตรวจประเมินร่างกายและโรคประจำตัว การประเมินสมรรถภาพร่างกายเบื้องต้นด้วยตัวเอง เช่น การวิ่งระยะไกล การยืนทรงตัว การทำท่านั่งยอง (deep squatting) ช่วยให้ผู้สมัครสามารถประเมินถึงสมรรถภาพร่างกายของตนได้ล่วงหน้าก่อนเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพเมื่อเข้าสอบคัดเลือกโรงเรียนเตรียมทหาร เพราะแม้ว่าผู้สมัครจะไม่มีความผิดปกติของร่างกาย หรือโรคประจำตัว แต่ความแข็งแรงและสมรรถภาพไม่สามารถสร้างได้เพียงชั่วข้ามคืน การประเมินสมรรถภาพเบื้องต้นตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ผู้สมัครสามารถวางแผนการออกกำลังกายเพื่อสร้างความพร้อมของร่างกายได้อย่างไม่ต้องเร่งรีบ
เช็คก่อนล่วงหน้ามากกว่าแค่เพิ่มความมั่นใจ
การตรวจร่างกายและการประเมินสมรรถภาพตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากจะช่วยให้ผู้สมัครและผู้ปกครองรับทราบถึงความผิดปกติและความพร้อมของผู้สมัคร เพื่อใช้ในการวางแผนเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าสอบโรงเรียนเตรียม
ทหาร ยังช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีอาการหนักหรือความผิดปกติที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากพบความผิดปกติหลังจากเข้ารับการตรวจสุขภาพ เช่น เท้าผิดรูป เท้าแบน ระดับสะโพกไม่เท่ากัน การใช้แผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคลที่สามารถปรับดัดและป้องกันการผิดรูปของเท้า ช่วยให้การเดินและลงน้ำหนักที่เท้าได้สมดุลและปกติมากขึ้นก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของการรักษาอาการเหล่านี้
ที่ PBS เรามีทีมนักกายอุปกรณ์พร้อมให้คำแนะนำและให้บริการกายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติที่เท้า และอุปกรณ์ประคองเท้าและข้อเท้า (Ankle Foot Orthosis) เพื่อช่วยในการเดินเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเท้าตก ท่านที่สนใจเลือกใช้แผ่นรองเท้าสำหรับโรครองช้ำ เท้าแบน เท้าผิดรูป หรืออุปกรณ์ประคองเท้าและข้อเท้าสำหรับช่วยในการเดิน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาการเลือกใช้แผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล PBS และอุปกรณ์ประคองเท้าและข้อเท้าได้ที่สาขาใกล้บ้านท่าน
Facebook: PBSofficial.TH
Line official: @pbs.official
FAQ ลักษณะ/อาการความผิดปกติที่พบได้บ่อย
เท้าบิดออกมากผิดปกติ (Out-toeing) คืออะไร?
คือลักษณะการเดินที่ปลายเท้าจะชี้ออกไปด้านข้างมากกว่าปกติ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบิดที่เกิดจากกล้ามเนื้อและโครงสร้างของสะโพก เข่า การผิดรูปของเท้า
เท้าบิดออกมากผิดปกติ (Out-toeing) ผลเสียที่ตามมาหากละเลย
การเดินแบบเท้าบิดออกมากกว่าปกติ ทำให้ประสิทธิภาพการเดินลดลง ลักษณะการเดินที่ผิดปกติ เสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถส่งผลต่อการผิดปกติของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อของขาและเท้า
เท้าบิดออกมากผิดปกติ (Out-toeing) จำเป็นต้องรักษาไหม?
ควรได้รับการรักษาหากพบในช่วงที่เลยวัยเด็กเล็ก (ตั้งแต่ 5 ปีเป็นต้นไป) หรือมีอาการปวด หรือส่งผลต่อพัฒนาการและการเคลื่อนไหว โดยรูปแบบการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ เช่น การฝึกเดินในกรณีที่เกิดจากความนิสัยการเดิน การใส่แผ่นรองเท้าในกรณีที่เกิดจากเท้าผิดรูป
เท้าบิดออกมากผิดปกติ (Out-toeing) ใส่แผ่นรองเท้านานขนาดไหนถึงเริ่มเห็นผล?
หากเท้าบิดออกมากผิดปกติมีสาเหตุมาจากลักษณะเท้าที่ผิดปกติ โดยส่วนมากจะเห็นผลตั้งแต่เริ่มใส่แผ่นรองเท้า เนื่องจากแผ่นรองเท้ามีหน้าที่ในการควบคุมและปรับดัดเท้าที่ผิดรูป อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีอาการปวดจากเท้าที่ผิดรูปร่วมด้วย อาการปวดมักจะดีขึ้นภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน หลังใช้แผ่นรองเท้าเป็นประจำ โดยแนะนำให้ใช้งานตามชีวิตประจำวันปกติ เช่น ทำงาน เที่ยว หรือเมื่อทำกิจกรรมที่มักมีอาการปวด
สนใจสินค้า แผ่นรองเท้า เท้าแบน หรือต้องการปรึกษาปัญหา เท้าผิดรูป ปรับรูปเท้า ออฟฟิศซินโดรม กับหมอรักษาเท้ามืออาชีพ ติดต่อได้ที่ :




