Table of Contents
โรคเท้าแบนในเด็ก เรื่องที่พ่อแม่ควรสังเกตตั้งแต่เนิ่น ๆ
พ่อแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงเมื่อลูกมีอาการเจ็บป่วยหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งหนึ่งในภาวะที่หลายครอบครัวอาจไม่ทันสังเกตก็คือ “โรคเท้าแบน”
การเริ่มสังเกตลักษณะเท้าและท่าทางการเดินของเด็กตั้งแต่ยังเล็กจึงมีความสำคัญ หากพบความผิดปกติควรเข้ารับการประเมินและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการเดิน การออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในอนาคต
ตัวอย่างเคสโรคเท้าแบนในเด็ก
สาเหตุของการเกิดโรคเท้าแบนในเด็กอาจมาจากกรรมพันธุ์ หรือลักษณะโครงสร้างของเท้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
เคยมีตัวอย่างเด็กอายุ 18 ปีที่เข้ามารักษากับทาง PBS เมื่อตรวจเช็คพบว่า
- เท้าข้างขวามีองศาความเอียงของส้น 17 องศา
- เท้าข้างซ้ายมีองศาความเอียงของส้น 11 องศา
- สะโพกและไหล่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
เมื่อสังเกตลักษณะการเดินพบว่า เด็กมีท่าเดินที่ต้องยกขาขึ้นแล้วเหวี่ยงออกด้านนอกลำตัว ช่วงก้าวสั้นจากการที่ปลายเท้าเบนออก รวมถึงมีอาการเข่าชิดจนลักษณะการเดินคล้ายเป็ด
เนื่องจากมีอุ้งเท้าน้อยกว่าปกติ เท้าจึงขาดการรองรับที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้ปลายเท้าอยู่ในแนวตรงขณะเดิน
โรคเท้าแบนส่งผลต่อการเดินอย่างไร
เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง เท้าอาจเริ่มเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ ทำให้ก้าวเดินลำบากและต้องยกเท้ามากขึ้น
แม้เด็กจะพยายามปรับลักษณะการเดินของตนเองให้ดูเป็นปกติ แต่เมื่อเท้ามีอาการตึงก็อาจทำได้ยาก ร่างกายจึงต้องปรับการเคลื่อนไหวส่วนอื่นเพื่อชดเชย เช่น การแกว่งแขนมากขึ้นขณะเดิน
จากภาวะของโรคเท้าแบนที่เกิดขึ้น อาจส่งผลต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น
- วิ่งหรือเดินเป็นระยะเวลานานได้ยาก
- เล่นกีฬากับเพื่อนได้ไม่เต็มที่
- ข้อเท้าพลิกหรือได้รับบาดเจ็บบ่อย
- ท่าทางการเดินแตกต่างจากปกติ
- ทำกิจกรรมที่ต้องใช้การทรงตัวได้ลำบากขึ้น
โรคเท้าแบนกับภาวะเข่าชิด Knock-Knee
อาการดังกล่าวอาจเกิดร่วมกับภาวะ Knock-Knee หรือปัญหาเข่าชิดได้ เนื่องจากโครงสร้างของเท้า ข้อเท้า เข่า และสะโพกมีความเชื่อมโยงกัน
เมื่อกระดูกส้นเท้าเกิดความเอียงหรือแนวข้อเท้าเปลี่ยนไป กระดูกและข้อต่อส่วนอื่นของขาก็อาจต้องปรับตัวตาม ส่งผลต่อลักษณะการยืนและการเดินของเด็กได้
วิธีสังเกตโรคเท้าแบนในเด็ก
การสังเกตว่าเด็กหรือแม้แต่ตนเองกำลังมีภาวะโรคเท้าแบนหรือไม่ สามารถเริ่มจากดูความผิดปกติระหว่างการยืน เดิน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น
- เดินแล้วล้มบ่อย
- ข้อเท้าพลิกบ่อยขณะเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรม
- บางครั้งข้อเท้าพลิกแม้เดินตามปกติ
- เดินเฉียงหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
- ปลายเท้าเบนออกขณะเดิน
- มีปัญหาเข่าชิด (Knock-Knee)
- ลักษณะการเดินคล้ายเป็ด
- มีภาวะนิ้วเท้าปูดร่วมด้วย
- รู้สึกปวดหรือตึงบริเวณเท้าหลังทำกิจกรรม
หากพ่อแม่สังเกตพบความผิดปกติเหล่านี้ ควรเข้ารับการประเมินเพื่อหาสาเหตุและแนวทางดูแลที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้อาการรบกวนการใช้ชีวิตหรือกิจกรรมของเด็กในระยะยาว
ดูแลโรคเท้าแบนในเด็กกับ PBS
ทาง PBS มีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำ พร้อมเข้ารับการดูแลอย่างถูกวิธีด้วยแผ่นรองเท้า เท้าแบน เพื่อช่วยลดปัญหาเท้าผิดรูป และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเด็กให้เหมาะสมมากขึ้น
ปรึกษาการเลือกใช้แผ่นรองเท้าพิเศษเฉพาะบุคคล
สำหรับผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกอาจมีภาวะเท้าแบนหรือมีความผิดปกติของการเดิน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับ PBS ได้ที่
Facebook: PBSofficial.TH
Line official: @pbs.official
FAQ ลักษณะ/อาการความผิดปกติที่พบได้บ่อย
เท้าแบนในเด็ก (Pediatric Flexible Flatfoot) คืออะไร?
เท้าแบนในเด็กคือลักษณะเท้าที่บริเวณอุ้งเท้าด้านในล้มลงหรือแบนราบไปกับพื้น โดยเฉพาะในขณะยืนรับน้ำหนักตัว พบได้ในเด็กหรืออยู่ในช่วงวัยที่กำลังเติบโต
เท้าแบนในเด็ก (Pediatric Flexible Flatfoot) ผลเสียที่ตามมาหากละเลย
ถึงแม้ว่าเท้าแบนในเด็กจะมีโอกาสหายได้เองเมื่อเริ่มโตขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหากไม่ได้รับการติดตามอาการหรือดูแล ลักษณะเท้าที่ผิดรูปอาจส่งผลทำให้เกิดอาการเจ็บ ปวด เมื่อย หรือท่าทางการเดินที่ผิดปกติได้ และเท้าสามารถผิดรูปเพิ่มขึ้นได้
เท้าแบนในเด็ก (Pediatric Flexible Flatfoot) จำเป็นต้องรักษาไหม?
ผู้ปกครองควรสังเกตอาการเป็นประจำ หากเด็กมีลักษณะเท้าที่ผิดรูปมากขึ้น มีอาการปวด หรือส่งผลต่อการเดินและการดำเนินชีวิต ควรปรีกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ
เท้าแบนในเด็ก (Pediatric Flexible Flatfoot) ใส่แผ่นรองเท้านานขนาดไหนถึงเริ่มเห็นผล?
อาการปวดที่เกิดจากเท้าแบนมักจะดีขึ้นภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน หลังใช้แผ่นรองเท้าเป็นประจำ ในส่วนของการปรับแก้ความผิดรูป มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ระยะเวลาในการใส่ ความยืดหยุ่นของเท้าและกล้ามเนื้อ ระดับการผิดรูปและน้ำหนักตัว แต่ส่วนมากมักจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ ประมาณ 6-12 เดือน หลังใส่






